หากจะพูดถึงทศวรรษที่มีเสน่ห์ที่สุดช่วงหนึ่งของไทย “ยุค 90” (พ.ศ. 2533 – 2542) คงเป็นชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง นี่คือยุคแห่งรอยต่อที่สมบูรณ์แบบระหว่างโลกอนาล็อกที่เน้นความอบอุ่นของการปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพ กับปฐมบทของโลกดิจิทัลที่กำลังก้าวเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตเราไปตลอดกาล
“จ๊าบ” ที่สุดในสยาม และแฟชั่นฉบับรั้วโรงเรียน
วัยรุ่นยุค 90 มีนิยามของความเท่ที่ชัดเจน หากใครแต่งตัวดีจะได้รับคำชมว่า “จ๊าบ” หรือ “เดิร์น” แหล่งรวมตัวที่สำคัญที่สุดคือสยามสแควร์ ซึ่งเปรียบเสมือนรันเวย์ของเด็กแนวในชุดเอี๊ยม กางเกงยีนส์ขาม้า หรือเสื้อเอวลอย (Crop Top) แบบ “ทาทา ยัง”
เสน่ห์ที่น่าจดจำที่สุดอย่างหนึ่งคือ “ของมันต้องมี” ในรั้วโรงเรียน:
- กระเป๋า Jacob: กระเป๋าหนังสีดำใบแบนที่ยิ่งบางยิ่งเท่ และต้องมีสายเหล็กคล้องไว้ถือ
- รองเท้านันยาง: ของนักเรียนชายที่ถ้าจะให้ “เก๋า” ต้องใส่แบบเหยียบส้น หรือใช้งานจนขาดเป็นรูเล็กน้อย
- รองเท้าป๊อปทีน และสกอล์ (Scholl): ไอเทมยอดฮิตของนักเรียนหญิงที่ใส่แล้วรู้สึกมั่นใจ
- เครื่องเขียนในตำนาน: ปากกา Lancer หัวแหลมราคาประหยัด และถุงเท้าคาร์สันที่มักจะ “ย้วย” จนต้องใช้หนังกะติ๊กรัดไว้
รหัสลับ 14106 และความโรแมนติกที่ต้อง “รอ”
ในยุคที่ไม่มี LINE หรือ Facebook การจะบอกรักใครสักคนต้องอาศัย “ความอดทน” และ “ความคิดถึง” การโทรศัพท์จีบกันต้องไปต่อแถวรอที่ ตู้โทรศัพท์สาธารณะ พร้อมเหรียญบาทหนึ่งกำมือ
ต่อมาเมื่อมี เพจเจอร์ (Pager) เข้ามา วัฒนธรรมการส่งข้อความผ่าน “โอเปอเรเตอร์” ก็กลายเป็นความตื่นเต้น ผู้ส่งต้องแจ้งข้อความหวานๆ หรือกวนๆ ให้พนักงานพิมพ์ส่งไปหาคนรัก จนเกิดเป็นรหัสตัวเลขแทนใจ เช่น 14106 (I Love You), 724106 (คุณทำอะไรอยู่) หรือ 084 (อรุณสวัสดิ์) เพื่อสื่อสารกันในฐานะข้อความลับที่รู้กันแค่สองคน
ยุคทองของความบันเทิง: จาก “คู่กรรม” ถึง “อัลเทอร์เนทีฟ”
หน้าจอโทรทัศน์ยุค 90 คือศูนย์รวมใจของคนในบ้าน ละครอย่าง “คู่กรรม” (2533) สร้างปรากฏการณ์ถนนโล่งทั่วกรุงเทพฯ ตามมาด้วยละครดังอย่าง “ดาวพระศุกร์” และ “สายโลหิต” ที่ส่งให้ หนุ่ม-ศรราม และ กบ-สุวนันท์ กลายเป็นคู่ขวัญแห่งยุค
ในด้านดนตรี ยุคนี้คือจุดกำเนิดของ Bakery Music และกระแส “อัลเทอร์เนทีฟ” ที่นำโดยวง ModernDog วัยรุ่นจะไปรวมตัวกันที่คอนเสิร์ตฮอลล์ หรือไปเที่ยวสถานบันเทิงชื่อดังอย่าง NASA Spacedrome หรือ The Palace เพื่อเต้นเพลงสโลว์ในจังหวะที่คั่นกลางความสนุก และถ้าพูดถึงเรื่องกิน การได้ไปเดทที่ร้าน 13 เหรียญ หรือทานปิ้งย่างที่ ไดโดม่อน (Daidomon) ถือว่าหรูหราและทันสมัยที่สุดในขณะนั้น
ฮีโร่ผู้สร้างรอยยิ้มและหยาดน้ำตา
ยุค 90 ยังเป็นช่วงเวลาที่คนไทยมีความสุขที่สุดจากวงการกีฬา:
- สมรักษ์ คำสิงห์: เจ้าของฉายา “ไม่ได้โม้” ผู้คว้าเหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรกให้ไทยในปี 1996
- ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล: ผู้สร้างลูกยิงฟรีคิกสะท้านเอเชียในเอเชียนเกมส์ 1998 ที่กรุงเทพฯ ดับฝันเกาหลีใต้จนทำให้คนไทยทั้งประเทศกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ
บทเรียนจากวิกฤต และก้าวแรกสู่โลกสมัยใหม่
ความรุ่งเรืองถึงขีดสุดถูกเบรกด้วย “วิกฤตต้มยำกุ้ง” (2540) ที่ทำให้คนไทยต้องเผชิญกับบทเรียนราคาแพงทางเศรษฐกิจ เกิดปรากฏการณ์ “ตลาดนัดคนเคยรวย” ที่เหล่านักธุรกิจต้องนำทรัพย์สินมาเปิดท้ายขายของ
แต่ท่ามกลางวิกฤต ประเทศไทยก็ได้เริ่มต้นสิ่งใหม่ที่เป็นรากฐานของปัจจุบัน นั่นคือการเปิดให้บริการ รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) สายแรกในวันที่ 5 ธันวาคม 2542 ซึ่งเปลี่ยนโฉมการเดินทางของคนกรุงเทพฯ ไปตลอดกาล
ชีวิตในยุค 90 อาจจะไม่มีเทคโนโลยีที่เพียบพร้อมเหมือนวันนี้ แต่สิ่งที่คนยุคนั้นมีคือ “เวลา” ให้กับคนรอบข้าง และ “ความสุข” ที่เกิดจากการรอคอยที่สวยงาม ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความทรงจำเกี่ยวกับรหัสเพจเจอร์ กลิ่นกระเป๋าหนัง หรือเสียงเพลงอัลเทอร์เนทีฟ ก็จะยังคงเป็น “จดหมายรัก” ฉบับเก่าที่หยิบมาอ่านกี่ครั้งก็ยังยิ้มได้เสมอ








